05-Writing-Opinion-Poetry-50

หิ่งห้อยตัวน้อย...ฉายแสงระยิบระยับเกี้ยวพาราสี
เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของตนใต้ต้นไม้ใหญ่
นับพันนับหมื่น

แต่มีอยู่หนึ่งตัว...มันเหงาหงอยอยู่เพียงลำพัง...
ไม่ฉายแสง เกาะนิ่งไม่ไหวติง
ไม่บินโฉบเกี้ยวพา หิ่งห้อยตัวใด...

เพราะปีกของมันหักขาด
ความบอบช้ำนั้น...ทำให้มันนอนรอ
เพียงให้วันๆนึงผ่านไป
จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต
เดินส่ายไปมา พยายามกระพือปีก

แต่ทุกครั้งที่มันทำเช่นนั้น
คือทุกครั้งที่ความบอบช้ำเพิ่มมากขึ้นๆ
ก่อนที่หิ่งห้อยตัวอื่นจะวางไข่และบินหายไป
เจ้าหิ่งห้อยผู้อับแสง ก็นอนนิ่งเดียวดาย
จนวาระสุดท้ายของตัว


ความรู้สึกที่พยายามแล้ว
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเจ็บช้ำ...
บางครั้งบางที มันก็ทำให้คนเราก็ไม่ต่างจาก
หิ่งห้อยที่อับแสง...แมลงที่ไร้ปีก

...และฉันกลายเป็นหิ่งห้อยตัวนั้น

Copyright © 2007 by + JaCKuLa PuPPeT + 
Licenses by + CReaTiVe CoMMoNS aTTRiBuTioN + 

หญิงชรา

posted on 15 Oct 2007 19:28 by azazellis in 05-Writing-Opinion-Poetry-50

     ฟ้ามืดแล้ว แต่แสงไฟตามท้องถนนยังคงสว่าง วิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย เสียงเครื่องยนต์ และแตรสัญญาณดังเป็นระยะ ริมบาทวิถี เต็มไปด้วยเสื่อน้ำมันที่วางของขายยาวตลอดแนวจนถึงป้ายรถโดยสารประจำทาง ที่ไร้แสงไฟส่องสว่างทั้งๆที่อยู่ริมถนนใหญ่

     ชายหนุ่มยืนคอยรถโดยสารประจำทางอย่างตั้งใจ เช่นเดียวกับผู้คนที่ยังดูหนาตา แม้เวลาจะล่วงเข้าใกล้เที่ยงคืนเต็มที เขามองไปมาจับจ้องหมายเลขของรถโดยสารที่วิ่งเข้าเทียบป้ายคันแล้วคันเล่า ก็ยังไม่มีวี่แววของรถที่เขาจะโดยสาร แล้วในนาทีนั้น เขาก็หันไปพบกับหญิงชราสองคน ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนตัวเขาจะยืนอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสองโดยไม่รู้ตัว

     คนหนึ่งนั้น...นั่งยองๆอยู่ทางขวามือ ด้านหน้าของหญิงชราผมขาวที่นั่งเคี้ยวหมากคือกระจาดขนาดใหญ่วางบนลังโฟมใส่น้ำแข็ง ในกระจาดเต็มไปด้วยพวงมาลัยนับสิบพวง แหงนหน้ามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา รอคอยเพียงใครเข้ามาทักถามถึงราคาของพวงมาลัยเหล่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งการขาย

     อีกคนหนึ่งนั้นอยู่ทางด้านซ้ายมือ นั่งลงกับพื้นบาทวิถีและเอนหลังกับเสาของที่พักรอรถโดยสารข้างๆกายเธอมีไม้เท้าโลหะแวววาววางอยู่ และในมือถือกะลามะพร้าว ยกท้วมหัวรอผู้คนที่เดินผ่านไปมา เพื่อให้ได้มาซึ่งการขอ

     ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสอง รู้สึกฉงนใจขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ที่ตัวเขาเกิดความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกสงสารปนสงสัย และคำถามที่ดูเหมือนเขาจะต้องตอบให้ได้ ระหว่างซ้ายและขวา ระหว่างหญิงชราทั้งสอง ที่หนึ่งขายของเพื่อเลี้ยงชีพกับอีกหนึ่งที่ขอเพื่อเลี้ยงชีพ ทำไมช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้ ในสถานที่ใกล้กันเพียงเดินก้าวข้ามถึง

     เสียงเหรียญกระทบก้นกะลาครั้งแล้วครั้งเล่า จากผู้คนที่เดินผ่าน และจากผู้ที่ยืนรอรถโดยสาร ในขณะที่ พวงมาลัยในกระจาดยังคงตั้งกองพะเนินอยู่เท่าเดิมและมีเพียงคนเดินผ่านไปอย่างไร้ความสนใจต่อดอกไม้ที่ร้อยเรียงเป็นพวง

     ชายหนุ่มคิดเพียงว่า นี่เป็นเพราะ แค่คำว่าให้ทานใช่หรือไม่ ที่ทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะหย่อนเงินลงในกะลาของหญิงชราขอทาน มากกว่าการซื้อดอกไม้จากหญิงชราอีกคนที่เต็มใจทำมาหากิน

     ชายหนุ่มได้แต่หัวร่ออยู่ในใจจากภาพที่เห็น จนแสดงออกทางสีหน้าและรอยยิ้มแปลกๆที่มุมปาก เขาเดินไปถามถึงราคาดอกไม้จากหญิงชราผมขาวและซื้อมันมาไว้ในมือดอกมะลิส่งกลิ่นหอมเตะจมูกให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายจากคำถามทั้งหมดที่มีล้วงกระเป๋าและจ่ายเงินให้ด้วยรอยยิ้มแห่งความสบายใจ และยืนรอเงินทอนจากหญิงชราขายดอกไม้นั้นอย่างใจเย็นจนแทบไม่สนใจว่ารถโดยสารที่เขารออยู่นั้นจะมาอีกหรือไม่

     หลังจากรับเงินทอนซึ่งเป็นเศษเหรียญสิบและเหรียญบาทอีกสองสามเหรีญกำไว้ในมือ เขาหันหลังกลับเดินมายังด้านตรงข้าม แล้วหย่อนเงินทอนทั้งหมดลงใส่ในกะลาเก่าๆที่หญิงชราอีกคนถืออยู่ อย่างจงใจ ด้วยรอยยิ้มแห่งความอิ่มเอิบอย่างแปลกประหลาด เป็นเวลาเดียวกันกับรถโดยสารหมายเลขที่เขารอจอดเทียบป้ายพอดี ชายหนุ่มเดินขึ้นรถไปพร้อมพวงมาลัยในมือที่ยังส่งกลิ่นหอมอยู่ แล้วรถก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากที่จอดวิ่งลับตาไปกับแสงไฟบนท้องถนนยามค่ำคืน โดยไม่นึกถึงคำถามที่เคยผุดขึ้นมาในหัวเขาอีก

     เป็นอันว่า ณ จุดที่เขาอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสองนั้น เขาไม่ได้ทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจจากการกระทำเหล่านั้นเลย...

เหตุเกิด ณ ป้ายรถเมล์ แถวเมเจอร์ รัชโยฯ ^^


Copyright © 2007 by + JaCKuLa PuPPeT + 
Licenses by + CReaTiVe CoMMoNS aTTRiBuTioN + 

อยากบอกแม่ว่า...

posted on 10 Aug 2007 04:36 by azazellis in 05-Writing-Opinion-Poetry-50

อยากบอกแม่ว่า...

ทุกๆวันของผมเป็นวันของแม่ เพราะ

หากไม่มีแม่ ก็ไม่มีวันแรกของชีวิตผม
หากไม่มีแม่ ก็ไม่มีลมหายใจแรกของชีวิตผม
หากไม่มีแม่ ก็คงไม่มีใครให้กำเนิดชีวิตผม
หากไม่มีแม่ ผมก็คงไม่ได้เติบใหญ่จนบัดนี้

อยากบอกแม่ว่า...

ลูกรู้ว่า...เวลาลูกเจ็บแม่เจ็บกว่า
ลูกรู้ว่า...เวลาลูกทุกข์แม่ทุกข์กว่า
ลูกรู้ว่า...เวลาลูกพ่ายแพ้แม่คนเดียวที่คอยให้กำลังใจ
ลูกรู้ว่า...เวลาลูกทำผิดพลาดแม่คนเดียวที่ให้อภัยเสมอมา

อยากบอกแม่ว่า...

ขอบคุณครับ...ที่ให้ลูกได้เกิดมาเป็นลูกของแม่
ขอบคุณครับ...ที่ดูแลทะนุถนอมลูกจนเติบใหญ่
ขอบคุณครับ...ที่ทุกวันนี้แม่ยังคอยเฝ้าห่วงใย
ขอบคุณครับ...ที่ทุกลมหายใจของแม่มีแต่ลูกและเพื่อลูก

อยากบอกแม่ว่า...กลอนนี้แต่งเพื่อแม่ครับ

หนึ่งในครรภ์ คือชีวิต ที่ห่วงแหน
ดั่งหัวแก้ว หัวแหวน สุดแหนหวง
เฝ้าดูแล ทะนุถนอม กล่อมในทรวง
ด้วยสิ่งปวง รอจนเรา กำเนิดมา

สองดวงตา เฝ้ามองหา แลตามติด
ด้วยดวงจิต รักพันผูก มิรู้หาย
ดั่งใครคิด พรากเราไป ยอมตัวตาย
มิให้ใคร มาทำลาย กล้ำกลายเรา

สามสิ่งที่ เพียงต้องการ จากลูกน้อย
คือเจ้าค่อย เติบโตใหญ่ ไร้กังขา
คือเจ้าเชื่อ ฟังคำสอน ของมารดา
คือเจ้าใหญ่ โตขึ้นมา เป็นคนดี

สี่ปัจจัย เฝ้าหาให้ มิได้ขาด
แลกด้วยหยาด หยดเหงื่อ ไม่ท้อถอย
เพียงเพื่อเจ้าได้มีพร้อม ที่รอคอย
จะมากน้อย ต้องหาให้ เพื่อลูกยา

สองหัตถา พาลูกกล่อม ยามนอนหลับ
หนึ่งเสียงขับ ร้องเพลงกล่อม ยามร้องหา
สองแขนปลอบ คอยโอบอุ้ม อุ่นกายา
หนึ่งหยดน้ำ นมมารดา พาฝันดี

สองดวงตา เฝ้ามองลูก ผูกพันซึ้ง
ให้ตราตรึง ในหทัย คลายห่วงหา
หนึ่งดวงจิต ส่งพันผูก ใจลูกยา
ให้รู้ว่า ตัวแม่นั้น ช่างห่วงใย

เฝ้าดูแล ถ้วนถนอม จนเติบใหญ่
เฝ้าห่วงใย คอยปกปักษ์ มิเคยห่าง
เฝ้ามองดู ส่งใจหนุน ในทุกทาง
ให้ทุกอย่าง ที่ลูกขอ ไม่รอรี

แม้เหนื่อยยาก ลำบากกาย ไม่เคยบ่น
สู้อดทน ทำเพื่อลูก ทุกข์ไม่หวั่น
แค่เพียงเจ้า มีอย่างขอ ทุกสิ่งพลัน
ตัวแม่นั้น รีบเสาะหา มาทันใด

บุญคุณแม่ ช่างยิ่งใหญ่ หาใครเทียบ
มิอาจเปรียบ ค่าสูงล้ำ เหนือภูผา
เหนือแดนดิน เหนือท้องฟ้า เหล่าเทวา
คือมารดร ของลูกยา คนนี้เอย

ไม่ว่าวันไหนของปีไหนก็ตามที
อยากบอกแม่ว่า...ขอให้แม่มีความสุขครับ
อยากบอกแม่ว่า...ขอให้สุขภาพแข็งแรงครับ
อยากบอกแม่ว่า...ผมรักแม่ครับ

อยากบอกในท้ายนี้ว่า ขอให้ทุกคนที่เป็นแม่บนโลกใบนี้
มีความสุข มีลูกที่น่ารัก กตัญญู
และแสดงความรักต่อกันมากๆนะครับ

YOU CARE.
YOU SHARE.
YOU ALWAYS THERE.

11 LETTERS.
4 WORDS.
1 MEANING.

I LOVE YOU MOM.

HAPPY MOTHER's DAY.


bed>

edit @ 9 Oct 2007 18:07:55 by +::+ JaCKuLa PuPPeT +::+

edit @ 9 Oct 2007 18:10:58 by +::+ JaCKuLa PuPPeT +::+

ต้นแบบข้าพเจ้า

posted on 26 Jul 2007 19:22 by azazellis in 05-Writing-Opinion-Poetry-50
หนึ่งในบุคคลที่ข้าพเจ้าชอบ
และเป็นต้นแบบหลายๆเรื่องในชีวิตก็คือ
ไอ้คนๆนี้ คนที่ทำให้ฉันบ้าที่หาเครื่องแต่งกายประหลาดๆ
บ้าที่จะเขียนตา ไปนั่งเรียนที่มหาลัย
ในวิชาเขียนแบบ ที่เพื่อนในห้องต่างแต่งตัวกันอย่างเรียบร้อย
แต่ฉันโดนอาจารย์เพ่งเล็ง...
บ้าที่จะพอกหน้าขาว แต่งหน้าบ้าๆไปตามสถานบันเทิง
อย่างไม่อายใคร...และไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ 555
ไอ้คนๆนี้แหละ ที่ทำให้ฉัน กันคิ้วตัวเอง
และซื้อคอนเทคเลนส์สีอ่อนใส่ จนคนอื่นหาว่าเพี้ยน
และทะเลาะกับพ่อตัวเอง
ไอ้คนนี้แหละที่ทำให้ฉันไปหากางเกงรัดรูปมาใส่
และใส่รองเท้าบูท ที่สั่งตัดในแบบเดียวกับที่มันใส่
เดินบ้าอยู่ในมหาลัย...และอีกหลายเรื่องที่บ้าเกินขอบเขต
ในสายตาของผู้ใหญ่ในสังคมไทย
ไอ้คนนี้แหละ...
มาริลีน แมนสัน Marilyn Manson
ชื่อที่ผสมกันระหว่างคนที่สวยและโด่งดังที่สุด
กับ คนที่โหดเหี้ยมที่สุดนั้นคือ
มาริลีน มอนโลว์ ผู้หญิงที่สวยและชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก
กับ
ชาร์ล แมนสัน ฆาตกรต่อเนื่อง ที่เขย่าขวัญคนทั้งอเมริกา
เนื้อเพลงแต่ล่ะเพลงที่แปลออกมา ก้าวร้าว
รุนแรง วิปริต แต่มันเหมือนจะบอกความนัย
อยู่ในทุกๆถ้อยคำ...ไอ้คนนี้แหละ
หนึ่งในต้นแบบของหลายๆเรื่องในตัวฉัน
นี่ก็อีกคน...ที่เป็นต้นแบบ
ทั้งเรื่องแต่งตัว ทำสีผม แว่นตา
ตุ้มหู สร้อยคอ และ กีต้าร์
ชอบตั้งแต่วงของเขาเอง เล่นตามไลฟ์เฮ้าซ์
จนมาอยู่ X-JAPAN แล้วไปเล่นร่วมกับวง
Spread Beaver จนถึงตอนที่ตาย
ทำให้บ้าไปทำสีผม แว๊กซ์ผมเสียที 2พันกว่า จนผมเสีย
ต้องโกนผมทิ้ง...หัวเหม่งกันไปเลยทีเดียวเชียว
เสียค่าบุหรี่ยี่ห้อ มายด์เซเว่น ซึ่งแพงกว่ายี่ห้อไทย(เพื่ออะไร)
ซื้อแว่นอันล่ะ 4พันกว่ามาใส่
ซื้อกีต้าร์ เฟอร์นันเดท ตัวล่ะ 3หมื่นกว่ามาเล่น
ทั้งๆที่ตัวเองเล่นเบส ซื้อโน้ตซื้อแท๊ปกีต้าร์มาหัด
จนถึงขั้นไปเรียนภาษาญี่ปุ่น(บ้าหนัก 555)
และแม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว
ก็ยังคงชื่นชอบและวนเวียนเปิดดูตามเว็บต่างๆ
ที่มีเรื่องราวของคนๆนี้ตลอด

HIDETO MATSUMOTO
มือกีต้าร์ ติสต์แตก ที่ฉันชื่นชอบ
ส่วนต้นแบบทางด้านงานศิลปะ
ไม่มีใครเกินคนนี้ไปได้ H.R.GIGER.
ผู้ออกแบบตัวเอเลี่ยนนั่นเอง
แต่จริงๆงานของเขาเยอะกว่านั้น
ตั้งแต่งานวาดด้วยหมึกธรรมดา ยันงาน แอร์บรัช
และปฏิมากรรมอีกหลายชิ้น
ออกแนวจิตๆ เรื่องเพศ ตัวประหลาด ลัทธิซาตาน
และเขายังเป็นคนออกแบบ หน้ากากให้ HIDE
ใช้ถ่ายปกอัลบั้มด้วย
ที่น่าแปลกคือ บุคคลทั้งสามที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงนี้
คือ มาริลีน แมนสัน ฮิเดะ และ ไกเกอร์ รู้จักกันด้วย
รู้จักทั้งเรื่องธุรกิจ และส่วนตัวอีกต่างหาก
แล้วข้าพเจ้าก็ดันชอบทั้งสามคน
แต่จะเป็นความบังเอิญหรือเรื่องจงใจของคนบนฟ้า
ข้าพเจ้าก็รับอิทธิพล ทางการแสดงออกทั้งด้าน
การแต่งกาย พฤติกรรม และแนวทางศิลปะ
จากบุคคลทั้งสามไปแล้ว...

อิอิอิ จะเอาเยี่ยงอย่าง ก็ใช้วิจารณญาณก่อนนะครับ หุหุหุ

มีคนเคยบอกฉันว่า...
นวนิยาย โรแมนติค ไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป

ฉันก็ลองมานั่งคิดว่า...
เขาต้องการจะบอกอะไรกับหุ่นเชิดอย่างฉัน
หุ่นเชิดที่ยังคงต้องเล่นอยู่ในบทบาท
ที่คนบนฟ้า เขียนไว้ให้เล่น
และเหมือนแทบจะไม่มีบท โรแมนติค เลยในชีวิตฉัน

จนมานึกได้ว่า โรแมนติค นั้นแปลว่า เพ้อฝัน นี่!!
และความเพ้อฝัน มักอยู่เหนือความเป็นจริง...
ซึ่งดูๆไปแล้ว คำพูดที่ฉันได้ยินมา ก็อาจจะจริงที่

...มันไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงาม...

อะไรบางอย่างที่เรารู้สึกต่อมันอย่างจริงจัง
ทั้งๆที่มันเป็นเรื่อง เพ้อฝัน มันก็มักจะทำให้เกิดอุปทาน
หรือนึกว่าเรื่องนั้น...สิ่งนี้เป็นจริง
มันไม่ได้ต่างจากการหลอกตัวเองเลยซักนิด
บิดเบือนสิ่งที่อยู่ในความเป็นจริงที่บิดเบี้ยวอยู่แล้ว
ให้ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก

ฉันนึกย้อนกลับไปกลับมา จริงๆแล้ว
ตัวฉันเองก็ถูกกำหนดให้เล่นบทบาทนี้มาตลอดนี่นา
บทบาทแห่งความโรแมนติค ตั้งแต่จำความได้
เพ้อฝัน ว่าจะเป็นแบบนั้น จะทำแบบนี้
อยากมีสิ่งนั้น อยากได้สิ่งนี้ ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่า
ในความเป็นจริง ทุกสิ่งไม่เป็นดังที่ควรเป็น
เหมือนตอนที่เรา เพ้อฝัน เลย...

มันก็ยิ่งตอกย้ำคำพูดในตอนต้นให้เห็นชัดขึ้นไปอีก
แล้วทำให้พาลคิดไปว่า ทุกคนบนโลกเบี้ยวๆใบนี้
โรงละครโรงใหญ่ โรงนี้...
ต่างก็เคยเล่นบท โรแมนติค มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น
แล้วจะผิดหวังเสียใจกับเรื่องใดๆมากจนเกินไปทำไม
ในเมื่อ โรแมนติค กับ ความเพ้อฝัน คือสิ่งเดียวกัน
และมันไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป

สดุดีฯ แด่ ความโรแมนติค อันแสนรื่นรมณ์
ที่ทำให้รู้ว่า...บางครั้ง การหลบเข้าไปอยู่ในบทบาท
แห่งความโรแมนติคนั้น อาจมีฤทธิ์ แรงกว่า มอร์ฟีน
ที่ช่วยระงับความเจ็บปวดทางร่างกายได้
เพราะมัน เป็นยาระงับความเจ็บปวดทางจิตใจที่
แม้ว่าเมื่อถอดตัวเองจากบทบาทที่โรแมนติคนั้นแล้ว
ความเจ็บปวดทั้งหลายก็ยังคงอยู่ตรงที่เดิม
และอดทนรอ ให้เรา ผ่านมันไปให้ได้

โรแมนติค.........เพ้อฝัน
เพ้อฝัน.........โรแมนติค

อืมมม
+
+
+
+
+
+
+
+
+
...มีคนเคยบอกฉันแหละ...
...ว่า...
...นวนิยาย โรแมนติค...
...ไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป...

จบ.